พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่โปรดการเสด็จประพาสไปตามท้องถิ่นต่างๆ กาญจนบุรีเป็นเมืองที่พระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ทรงโปรดปรานมากเป็นพิเศษ ดังเห็นได้จากการเสด็จประพาสกาญจนบุรีหลายครั้งหลายหน ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ตามเสด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนเมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วก็ตาม นอกจากจะไปตรวจงานราชการของบ้านเมืองแล้ว ยังเป็นการพักผ่อนไปในตัว ซึ่งพระองค์ก็ได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นเป็นภาพถ่าย จดหมายเหตุระยะทาง และกลอนเพลงยาวสมมุติพระองค์เป็นข้าราชการฝ่ายในตามเสด็จที่ใช้ชื่อเรื่องว่า กลอนไดอรีซึมทราบ และ ตามเสด็จไทรโยค แม้จุดประสงค์เป็นการแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงในลักษณะเพลงยาว แต่ได้ทรงยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ได้มาว่ามีทั้งที่ได้รับจากรายงานในท้องถิ่นและจากที่ทรงค้นคว้าและได้เห็นเอง
สิ่งที่ได้ทรงบันทึกไว้มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและคติชนวิทยา เพราะทำให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจภูมิวัฒนธรรม [1] ของท้องถิ่น ซึ่งไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมาก่อน ถึงแม้จะเป็นการบันทึกจาก “คนนอก” แต่ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเมืองกาญจนบุรีในเวลานั้น ทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

กลอนไดอรีซึมทราบ ตามเสด็จไทรโยค โคลงนิราศท้าวสุภัตติการภักดี และกลอนนารีรมย์
หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากร ต.จ. 11 กันยายน 2511
(ที่มา : https://www.finearts.go.th/performing/view/28357-กลอนไดอรีซึมทราบ)
ภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติเมืองกาญจน์
การเสด็จประพาสเมืองกาญจนบุรีในปี พ.ศ. 2431 ใช้เส้นทางเดิมเมื่อครั้งปี พ.ศ. 2420 คือเสด็จทรงเรือพระที่นั่งจากกรุงเทพฯ ไปทางคลองบางกอกน้อย เข้าคลองมหาสวัสดิ์ออกลำน้ำนครชัยศรีเข้าคลองเจดีย์บูชา ขึ้นประทับแรมที่นครปฐม แล้วเสด็จทางบกไปประทับที่พระแท่นดงรัง ค่ายหลวงเมืองกาญจนบุรี ต่อจากนั้นเสด็จทางเรือขึ้นไปตามลำน้ำ ประทับตามทางไปจนถึงไทรโยคแล้วเสด็จกลับทางโพธาราม ราชบุรี จากบ้านโป่งมาถึงพระแท่นดงรัง เส้นทางเกวียนเต็มไปด้วยป่าไผ่ ระอุด้วยความร้อน จนถึงบ้านดอนกระดีชายแดนต่อเมืองกาญจนบุรีจึงเริ่มมีนาไร่ พื้นที่เปนที่ราบโล่ง ไม่ใคร่มีต้นไม้ใหญ่ จนถึงบ้านหนองขาว พื้นดินเป็นทรายและเริ่มมีสภาพเป็นป่าทึบ ต้นไม้อยู่กันเป็นหมู่ เช่น ต้นพยอม ต้นมะขามป้อม ป่าไผ่ไม้ตะพด และทุ่งราบที่มองเห็นเขาอยู่ล้อมรอบ

พระบรมฉายาลักษณ์ ฉายที่พลับพลาปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อครั้งเสด็จไทรโยค พ.ศ. 2431
(ที่มา : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
เมืองกาญจนบุรีเป็นเมืองแห่งภูเขา ถ้ำ ลำธาร น้ำตก เกาะแก่ง โดยเฉพาะภูเขาที่ไทรโยคงามเป็นพิเศษจนทรงบอกว่า “แม้แลเห็นเขาข้างหน้าพาใจฟู เขาที่ไหนก็ไม่สู้ไทรโยคนี้” ขณะประทับเรือขึ้นไปตามลำน้ำแควน้อยทรงพรรณนาถึงภูมิประเทศและธรรมชาติซึ่งเป็นป่าเขา ริมฝั่งลำน้ำแควน้อยมองเห็นเทือกเขา มีแนวป่าไผ่และต้นไม้ใหญ่อื่นๆ เมื่อถึงพุลว้าจะเห็นภูเขาล้อมรอบอยู่ทุกทิศ เมื่อเข้าแควใหญ่มาถึงพุไทรโยคและน้ำโจนเป็นน้ำตกขนาดใหญ่
ลักษณะภูมิประเทศของเมืองกาญจนบุรีสะท้อนอยู่ในคำศัพท์ภูมิศาสตร์ บางคำเป็นคำเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วในปัจจุบัน แต่แสดงให้เห็นว่าภาษาไทยมีคำหลากหลาย สามารถจำแนกลักษณะภูมิประเทศได้อย่างละเอียดตรงกับสภาพจริงที่เห็น ดังจะได้จำแนกเรียงตามลักษณะชื่อภูมิประเทศที่พบมากไปหาน้อยตามลำดับดังนี้
แก่ง ได้แก่ แก่งกะเหรี่ยง แก่งบ้องตี้หรือห้วยข่า แก่งน้ำโจน แก่งพระระเบิด แก่งหางนาค แก่งสารวัด เป็นต้น
เขา ได้แก่ เขาชนไก่ เขาช่องด่านมะขามเตี้ย เขาช้างอ้วนหรือชื่อเก่าเขายุ้งข้าว เขาช้างผอม เขาพัง เขาถ้ำผี เป็นต้น
พุ ได้แก่ พุราง พุน้ำร้อน พุลว้า พุไทรโยค พุต๊กตา เป็นต้น
เรี่ยว (บริเวณแก่งที่น้ำเชี่ยวจัด) ได้แก่ เรี่ยวมะกอกน้ำ เรี่ยวหลวงยศ เรี่ยววังโพ เรี่ยววังกระแจะ เรี่ยวแม่กระบาน เป็นต้น
วัง ได้แก่ วังสักส่าน วังหมึก วังหีบน้อย วังโพ วังหมู เป็นต้น
ถ้ำ ได้แก่ ถ้ำหับหมี ถ้ำกระแซ ถ้ำชะนี ถ้ำกินร ถ้ำแก้ว เป็นต้น
หาด ได้แก่ หาดลิ้นช้าง หาดพระยาพล หาดสบ้า หาดแม่กระบาน หาดตะไคร้ เป็นต้น
ห้วย ได้แก่ ห้วยมะไฟ ห้วยสามพระยา ห้วยน้ำโจน ห้วยรำมะแน ห้วยแมงลัก เป็นต้น
แคว ได้แก่ แควห้วยแมงลัก แควน้อย แควใหญ่
ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งนาคราช ทุ่งลาดหญ้า
ลำ ได้แก่ ลำตระเพิ่น ลำพาชี
หนอง ได้แก่ หนองบัว หนองปากช่อง
โป่ง ได้แก่ โป่งนก โป่งสะแก
คลอง ได้แก่ คลองกุ้ง
บริเวณทุ่งนาคราชเป็นภูมิประเทศที่มีลักษณะพิเศษ รัชกาลที่ 5 ทรงพรรณนาไว้ว่า “อันท้องทุ่งนาคราชประหลาดเหลือ ใช่แดงเรื่อเลยไม่แกล้งแสร้งเศกสรร” ที่แห่งนี้มีหินเป็นเหมือนเขามอเป็นหย่อมๆ บริเวณนี้มีไม้เกดค่อม ไม้รวกและไม้ไผ่ที่นำมาทำไม้ตะพด ทรงเล่าอีกว่าดินที่ทุ่งนาคราชมีสีแดงคล้ายกับดินที่เนินวง จันทบุรี แต่ดินที่ทุ่งนี้เข้มขำดำกว่าหน่อยเพราะมีแร่เหล็ก เคยมีคนมาตั้งโรงถลุงเหล็กแต่มีอุปสรรคที่อยู่ไกลน้ำจึงเลิกไป แต่ชาวบ้านเชื่อว่าเหตุที่ดินปนสีสนิมเหล็กเพราะนาคขึ้นมาพ่นพิษทำให้ดินกลายเป็นสีแดง ส่วนแร่สีดำซึ่งเป็นเม็ดกรวดกลมๆ ขนาดเล็กแข็งคล้ายเหล็กซึ่งนำมาเจียระไนใช้ประดับสร้อยคาดเอวและแหวน ชาวบ้านเรียกว่าขี้นาค เล่ากันว่าเกิดจากนาคมาถ่ายมูลไว้

หินธรรมชาติเหมือนเขามอเป็นหย่อมๆ และดินสีแดงในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี (สวนหิน)
ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งนาคราช ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
(ที่มา : https://www.facebook.com/StoneGardenKan)
ในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยคได้ให้ภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าเมืองกาญจน์ที่เต็มไปด้วยพันธุ์พืชและสัตว์นานาชนิด เมื่อออกจากตัวเมืองกาญจนบุรีเพื่อจะเดินทางต่อไปสู่ป่าทึบ การเดินทางต้องผ่านป่าโปร่ง ที่เต็มไปด้วยไม้ตะโกนาต้นเล็กๆ ขนาดไม้ดัด พบต้นมะขามป้อมหมู่ใหญ่และทุ่งหญ้าออกดอกสีสันต่างๆ มีคำกล่าวว่าความงดงามของทิวทัศน์ป่าแห่งนี้คล้ายคลึงกับสวนสาธารณะ (park) ที่เมืองอังกฤษ
ขณะประทับเรือพระที่นั่งจากบริเวณหน้าเมืองกาญจนบุรี ทวนขึ้นไปตามแควน้อยได้ทรงบรรยายถึงนกนานาชนิดที่ทรงพบเห็น ได้แก่ นกกะลาดำ หรือนกแต้แวด นกยาง นกตะขาบ นกปักหลัก นกกระทา นกกระเต็น ไก่ป่า นกกวัก นกขมิ้น นกกระลุมพู นกตะกรุม นกยูง นกกระสาแดง นกสาลิกา นกขุนทอง นกกามกวม นกเงือก นกกาน้ำ นกกระลิง นกแก้ว นกเขา นกหัวขวาน นกกระจาบ นกออก และเมื่อล่องไปถึงหาดสบ้า ทรงบรรยายว่าบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของนกป่า มีทั้งนกยูงทอง นกตะกรุม ไก่ป่า นกเค้าโมง นกโคกม้า นกดุเหว่า และที่ปากลำน้ำพาชีทรงพบพวกญวนตีอวนจับปลาในแม่น้ำ ปลาที่พบ ได้แก่ ปลาสร้อย ปลากระมัง ปลาเข้าเม่า ปลาเนื้ออ่อน ปลาคางเบือน ปลาเค้า ปลาสบู ปลากระพาก ปลาสังกะวาดและปลาช่อน ที่วังน้ำรำมะแนทรงพบการลงอวนอีกครั้งหนึ่ง ทรงพบปลาใหญ่ไม่รู้ชื่อชนิดหนึ่งยาวสามศอกกว่า กว้างยี่สิบนิ้ว หน้าตารูปร่างคล้ายปลาวาฬ ทรงบรรยายว่า “ฟันมันแข็งขบไม้ใหญ่ใหญ่ขาด ผิวดำดาดท้องขาวดูห้าวหาญ” และได้โปรดให้ทำบัญชีรายชื่อปลาในแม่น้ำเพื่อจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร พบว่ามีพันธุ์ปลาหลากหลายชนิด ต่างมีลักษณะและรสชาติแตกต่างกัน ดังความตอนหนึ่งว่า
“มีปลาสร้อยสามอย่างต่างต่างชื่อ อย่างหนึ่งคือเรียกว่าปลาสร้อยขาว
อย่างหนึ่งสร้อยนกเขาค่อนข้างยาว อย่างหนึ่งกล่าวว่าท้องแฟบเปนแยบคาย
ปลาชองโลงแลตะโกกกับกดวัง ปลากำมางกับทั้งปลาสวาย
ทั้งอย่างใหญ่อย่างย่อมพร้อมเรียงราย สำหรับจ่ายเลี้ยงดูไพร่ผู้ดี
ที่ย่อมหน่อยว่าอร่อยกว่าอย่างใหญ่ โตเกินไปหนังเหนียวต้องเคี้ยวถี่
ปลาไส้ตันกับอ้ายบ้าท่าเต็มที งามแต่สีสันสอาดประหลาดตา
ปลาตาเหลือกเลือกชื่อช่างเหมาะแท้ ปลากระแหปลากดจดเลขา
ตะเพียนทองผ่องแผ้วเพียงทองทา ยังพวกปลาอีทุบใหญ่ได้หลายตัว
ที่ยังเปนเห็นผูกไว้ในน้ำ ดูดำดำมองเขม้นเห็นแต่หัว
สักสี่ห้าด้วยกันว่ายพันพัว ดูไม่ทั่วด้วยเขาไว้ไกลพลับพลา”
ที่หาดสบ้า ทรงเล่าถึงปลาเสือขนาดยักษ์ ขนาดตัวใหญ่ราวสองฝ่ามือ กล่าวกันว่านำมาทำแกงจะให้รสชาติดี แต่เมื่อลองเอามาทำแกงแล้วปรากฏว่าเนื้อแข็งกินไม่อร่อย ส่วนที่แก่งสองพี่น้อง พวกญวนลงอวนจับได้ปลาดาบลาว ปลาน้ำเงิน ปลาสายยู ปลานวลจัน
ป่าเมืองกาญจน์ยังเป็นแหล่งสมุนไพร เช่นที่บ้านสระสี่มุม พวกกะเหรี่ยง 50 คน ได้นำเครื่องยามาถวายหลายชนิด ดังความตอนหนึ่งว่า
“ว่านกีบแรด รากอบเชย แลแฝกหอม เถารย่อม ขมิ้นเครือ เจือหางไหล
ทั้งแดงเผือก เปลือกดาราเอามาใช้ อีกเปล้าน้อย เปล้าใหญ่ ใบกระวาน
ต้นพระยามือเหล็ก ลักกระจั่น เนียมเถาคัน หัวบัวบก ยกชื่อขาน
รากเจตมูลเพลิง เถาสค้าน คุคะว่านน้ำ ใส่ในชลอม
ลูกสมอพิเภกอเนกหลาย ลูกประคำดีควาย หัวเปราะหอม
ต้นเนรพูสีก็มีพร้อม เขาวางล้อมชะลอมมามหาสดำ
รากต้นช้างงาเดียว เที่ยวเสาะหา ต้นพระยารมัน หมั่นพร้องพร่ำ
ต้นอุ้มลูกดูหนังยังอีกคำ ต้นไม้ชำระพระร่วงพวงเดียวกัน
เปลือกคิ้วนางอย่างสำรับกับกินหมาก เคยมีมากไม่สู้ฝาดรสชาติขยัน”

ต้นไผ่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นตามริมแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี
นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยไม้ไผ่หลายชนิด มีทั้งไผ่ที่ใช้ทำเป็นไม้เท้า กล้องยา ไม้ตะพด เช่น ไม้ตะเข้ขบฟันที่นักเลงขโมยควายหามาถือเพราะเชื่อว่าคุ้มกันภัยได้แม้จระเข้ยังกลัว ไผ่ไม้ตะพดเป็นที่นิยมกันในยุคนั้น ในตอนท้ายได้ทรงบรรยายถึงกลุ่มผู้ร่วมขบวนเสด็จว่าเมื่อมาถึงกรุงเทพต่างคนต่างก็ขนของที่ได้มาจากป่า ทั้งพืช ได้แก่ ไม้ตะพด กล้วยไม้ เฟินก้านดำ ไม้ตะโกป่า และสัตว์ต่างๆ เช่น นกเขา นกขุนทอง นกกระทา นกกาเหว่า นกแก้ว กระต่าย ตุ่น เสือปลา ชะมด ลูกลิงลูกค่าง รวมถึงหนังสัตว์และเขาสัตว์สำหรับนำมาตกแต่งผนัง นอกจากนี้หินงอกหินย้อยที่พบตามถ้ำและลำธารก็เป็นที่ต้องการของนักสะสม จะเห็นว่าป่าเมืองกาญจน์ซึ่งเป็นทุนธรรมชาติที่สำคัญได้ถูกรุกรานจากนักสะสมมาแต่ครั้งนั้นจนถึงปัจจุบัน
เชิงอรรถ
[1] ภูมิวัฒนธรรม (Cultural Landscape) เป็นคำศัพท์ที่นิยามขึ้นโดยศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร วัลลิโภดม หมายถึง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม เป็นกระบวนการพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่ความเข้าใจใน นิเวศวัฒนธรรม (cultural ecology) ของผู้คนในท้องถิ่นซึ่งมีชีวิตวัฒนธรรม (way of life) ร่วมกันในชุมชนของชาติพันธุ์ (ethnic village)
หนังสืออ้างอิง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “กลอนระยะทางเรื่องตามเสด็จไทรโยค”. ใน กลอนไดอรีซึมทราบ ตามเสด็จไทรโยค โคลงนิราศท้าวสุภัตติการภักดี และกลอนนารีรมย์. หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากร ต.จ. 11 กันยายน 2511.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระราชนิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยค. พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา, 2504.
หมายเหตุ
เรียบเรียงจากบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือกาญจนสังฆปิตรานุสรณ์ จัดทำโดยคณะสงฆ์ ราษฎรชาวจังหวัดกาญจนบุรี และมหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ท่านที่สนใจอ่านพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสไทรโยค สามารถอ่านแบบ E-Book ได้ดังนี้
พระราชนิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยค พ.ศ. 2420
หรือ
https://vajirayana.org/พระราชนิพนธ์เสด็จประพาศไทรโยค
กลอนไดอรีซึมทราบ ตามเสด็จไทรโยค พ.ศ. 2431
https://www.finearts.go.th/performing/view/28357-กลอนไดอรีซึมทราบ
หรือ
https://vajirayana.org/กลอนไดเอรีซึมทราบกับตามเสด็จไทรโยค